Translate

หนังสือสำหรับเด็ก... วัยเยาว์กับความฝันที่มีวันเป็นจริง


หลังจากที่ได้รับข่าวดีว่า นิทานคำกลอน "เมืองใหม่ในฝัน" ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โลกหนังสือเมื่อปีกลาย ได้รับรางวัลชมเชย รักลูกอวอร์ด ครั้งที่ 8 ในปีนี้ (2554) ฉันอดไม่ได้ที่จะรำลึกถึงผลงานหนังสือสำหรับเด็กของตัวเองในช่วงชีวิตที่ผ่านมา...

ในวัยเยาว์... หลายคนคงเคยมีความฝันอยากเป็นนักเขียน ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น ฉันไม่รู้หรอกว่าตัวเอง "เขียนเก่ง" หรือมี "พรสวรรค์" หรือเปล่า รู้แต่ว่าตัวเองชอบเขียน...เขียนกลอน เขียนนิทาน แล้วก็ชอบวาดรูป เคยอยากเรียนต่อทางด้านศิลปะ แต่คิดว่าคงสู้เด็กที่เรียนสายตรงมาไม่ได้ ตอนสอบเอ็นทรานซ์จึงไม่ได้เลือกศิลปากรเลย ในที่สุดก็มาได้ดีจากรั้วแม่โดมแทน


ฉันโชคดีที่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากอาจารย์วิชาภาษาไทย 2 ท่าน คือ อาจารย์จินตนา จริยานนท์ และอาจารย์จงจิต นิมมานนรเทพ ซึ่งฉันเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนเบญจมราชาลัย ท่านคงพอจะเห็นแววรำไรในตัวฉัน อาจารย์จึงส่งฉันเข้าร่วมอบรม "เยาวชนนักเขียน" ที่เคยจัดในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติติดต่อกันนานหลายปี ซึ่งเป็นที่มาของหนังสือเล่มแรกในชีวิต "หมีน้อยผู้อารี" นิทานคำกลอนที่ฉันเขียนและวาดรูปเอง เป็นผลงานจากการอบรมที่ผู้ใหญ่ใจดีมองเห็นคุณค่าและนำไปจัดพิมพ์ให้... นั่นอาจเป็นจุดที่ทำให้ความฝันในวัยเยาว์เริ่มหยั่งราก ค่อยๆ ผลิใบงดงาม และเติบโตแข็งแรงมาเป็นฉันในทุกวันนี้

เมื่อเรียนจบจากคณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ฉันเริ่มทำงานในสำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือสำหรับเด็ก แห่งแรกคือบริษัท นิวเจนเนอเรชันพับลิชชิง ในเครือผู้จัดการ หลังจากนั้นย้ายไปที่ไทยวัฒนาพานิช ซึ่งได้ร่วมงานกับคุณพีระพล ธนะพานิช บรรณาธิการที่ถ่ายทอดความรู้และแนวคิดดีๆ ให้ฉันมากมาย ระหว่างที่ฉันทำงานในกองบรรณาธิการ ก็ได้ขายต้นฉบับนิทานให้ที่นี่ตีพิมพ์หลายเล่ม และได้แปลสารานุกรมชีวิตสัตว์ชุดหนึ่ง



ต่อมาฉันย้ายไปทำงานที่บริษัท ต้นอ้อแกรมมี่ ระหว่างนั้นได้ขายลิขสิทธิ์หนังสือ "การเลี้ยงแฮมสเตอร์" ให้ตีพิมพ์ เชื่อว่าเป็นหนังสือแฮมสเตอร์เล่มแรกของไทย และได้แปลวรรณกรรมเยาวชนเล่มหนึ่ง เรื่อง "ก๊วนทโมน"

 

หลังจากนั้นได้มีผู้ทาบทามให้ไปเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์เปิดใหม่แห่งหนึ่ง แต่ทำได้ไม่นานประเทศไทยก็เผชิญวิกฤติฟองสบู่แตกในยุคไอเอ็มเอฟ เมื่อสำนักพิมพ์ปิดตัวลงฉันจึงจำต้องหันไปประกอบอาชีพอิสระ กลายเป็นแม่ค้าเฟินในตลาดนัดจตุจักร นับเป็นจุดเริ่มต้นให้หันเหไปเขียนหนังสือเกี่ยวกับต้นไม้


ต่อมาประมาณปี 2545 ได้กลับไปทำงานเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์บรรณกิจ และขายลิขสิทธิ์นิทานให้ตีพิมพ์ 2 เรื่องคือ "ตุ้บตั้บกับดวงดาว" และ "หุ่นไล่กาเพื่อนรัก" ซึ่งได้รางวัลชมเชยจากการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2546 และขายลิขสิทธิ์วรรณกรรมเยาวชนเล่มหนึ่งเรื่อง "ลูกหยีกับผีน้อย" ทั้งสามเล่มใช้นามปากกา "ปุณยวีร์" ซึ่งเป็นชื่อลูกชาย


ประมาณปี 2547 ฉันตัดสินใจลาออกจากงานมาเป็นนักเขียนอิสระเต็มตัว 


ปี 2548 ขายลิขสิทธิ์ "จ๊ะเอ๋ ธรรมชาติแสนอัศจรรย์" และ "อู้ฮู สวนสัตว์หรรษา" ซึ่งเป็นหนังสือภาพชีวิตสัตว์และธรรมชาติให้สำนักพิมพ์บรรณกิจ

นอกจากนี้ยังมีหนังสือภาพเกี่ยวกับสัตว์ที่ขายลิขสิทธิ์ให้สำนักพิมพ์ผักแว่นในเวลาไล่เลี่ยกัน ได้แก่ ก้นใครเอ่ย? หน้าใครเอ่ย? ลายใครเอ่ย? อาหารใครเอ่ย? และ นี่ตัวอะไร? ทั้งหมดฉันเขียน ถ่ายรูป วาดภาพประกอบ และออกแบบรูปเล่มเอง




ปี 2548 ขายลิขสิทธิ์นิทานคำกลอน "ดนตรีไทยใจหรรษา" ให้สำนักพิมพ์ผักแว่น ซึ่งได้รางวัลชมเชยจากการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2549 เล่มนี้เขียนตามคอนเซ็ปต์ของสำนักพิมพ์เนื่องจากในช่วงนั้นภาพยนตร์เรื่องโหมโรงกำลังดัง


ปี 2549 ขายลิขสิทธิ์นิทาน "ไปเดินเล่น" และ "บ้านนี้เหมือนฝันกลางเมือง" ซึ่งเขียนและวาดภาพประกอบเองให้สำนักพิมพ์บรรณกิจ ซึ่งได้รับเลือกไว้ใน "หนังสือคัดสรร 108 หนังสือดี เปิดหน้าต่างแห่งโอกาสในการพัฒนาเด็กปฐมวัย" โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน เมื่อปี 2553


ในปี 2549 สำนักพิมพ์บ้านและสวนยังได้ตีพิมพ์ "ปลูกเฟินอย่างมืออาชีพ" ซึ่งเป็นหนังสือเฟินเล่มแรกในชีวิต หลังจากนั้นก็มีงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับพรรณไม้ประดับต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เฉลี่ยปีละ 1 เล่ม นอกจากนี้ยังมีงานเขียนคอลัมน์ประจำในนิตยสารสุขสโมสร และ Go Green และงานพิเศษจากบริษัทรักลูกเอ็ดดูเท็กซ์ ที่ทำเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ ทั้งยังต้องดูแลสวนภัทราการ์เด้นที่ก่อร่างด้วยน้ำพักน้ำแรงมานานกว่า 10 ปี จนไม่มีเวลาที่จะกลับไปเขียนหนังสือเด็กอีกเลย แต่มีโครงเรื่องที่วางไว้ในใจอยู่มากมาย...

ฉันหวังว่าสักวันจะสามารถจัดสรรเวลาได้ลงตัวกว่านี้ เพื่อกลับไปทำงานที่ตัวเองรัก แม้ว่าความฝันสู่เส้นทางนักเขียนจะเป็นจริงสมใจแล้ว แต่ยังมีทางอีกยาวไกลท้าทายให้ก้าวเดินต่อไป ตราบเท่าที่เรายังมีไฟ ความฝันย่อมไม่มีวันสิ้นสุด...

Finding Platycerium wallichii

Platycerium wallichii found in Chiang Doa, Chiang Mai Province, northern Thailand


เมื่อเดือนตุลาคม 2553 เราเดินทางตามหาเฟินชายผ้าสีดาที่ขึ้นในสภาพธรรมชาติ เพื่อบันทึกภาพสำหรับหนังสือเฟินชายผ้าสีดา ในที่สุดก็ได้ภาพ Platycerium wallichii หรือห่อข้าวย่าบา (ปีกผีเสื้อ-ชื่อการค้า) จากอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สมใจอยาก แต่ใช้ลงในหนังสือแค่ไม่กี่ภาพ เลยนำภาพชุดใหญ่มาให้ชมกันเต็มๆ ค่ะ








ความจริงแค่เจอเฟินที่ขึ้นระหว่างทางก็ "อิ่ม" แล้ว ที่ไปวัดถ้ำเชียงดาวต่อเพราะตั้งใจจะไปเที่ยว ไม่คิดว่าจะได้เจอแหล่งกำเนิดห่อข้าวย่าบาที่น่าตื่นตาตื่นใจขนาดนี้ เป็นสถานที่ที่คนรักเฟินชายผ้าสีดาควรหาโอกาสไปดูซักครั้งในชีวิตค่ะ



















รักษ์อ่าวไทย ร่วมปกป้องขุมทรัพย์ทะเลไทย


ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรมนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจทรัพยากรชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบน หรือที่เรียกกันว่า อ่าว ก ไก่ ตามลักษณะทางภูมิประเทศ ในโครงการสื่อสารสุขภาพชุมชนชายชอบ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อบันทึกข้อมูลและภาพความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลอ่าวไทยมาเผยแพร่สู่สาธารณชน


อ่าวไทยในอดีตเคยเป็นทะเลสาบขนาดยักษ์คล้ายทะเลสาบสงขลา เมื่อระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจึงกลายเป็นปากอ่าวทางออกของแม่น้ำสำคัญ 4 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งพัดพาสารอาหารธรรมชาติมาด้วย ทำให้อ่าวไทยเป็นแหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งนกอพยพและป่าชายเลนที่สำคัญ องค์การยูเนสโกเคยสำรวจและบันทึกว่าอ่าวไทยเป็น 1 ใน 17 อ่าวที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก ปัจจุบันยังพบว่าเป็นแหล่งอาศัยหากินของวาฬบรูด้าที่เคยพบพร้อมกันมากกว่าสิบตัว

ผู้ใหญ่หมูกำลังอธิบายเส้นทางสำรวจในทริปนี้

อ่าวไทยตอนบนมีลักษณะทางภูมิศาสตร์คล้ายรูป ก ไก่



คณะสื่อมวลชนออกเดินทางจากศูนย์เรียนรู้และปฏิบัติการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาชัยฝั่งตะวันออก ซึ่งริเริ่มก่อตั้งโดยนายวรพล ดวงล้อมจันทร์ (ผู้ใหญ่หมู) อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง สมุทรสาคร ด้วยเรือเร็วของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งซึ่งร่วมประสานงานอำนวยความสะดวก เป้าหมายแรกคือการล่องเรือชมป่าชายเลนที่ชาวบ้านช่วยกันปลูกเพิ่มและดูแลรักษาไว้


ตำบลโคกขามเป็น 1 ใน 3 ของพื้นที่วิกฤติชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน เนื่องจากประสบปัญหาแผ่นดินถูกคลื่นกัดเซาะอย่างรุนแรง อีก 2 แห่งคือบริเวณบ้านขุนสมุทรจีน สมุทรปราการ และชายทะเลบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ชาวบ้านในชุมชนดังกล่าวส่วนมากยึดอาชีพประมงพื้นบ้าน สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย จึงมีจิตสำนึกรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติในบ้านเกิด ในอดีตโคกขามเคยมีพื้นที่ป่าชายเลนมากถึงหนึ่งแสนไร่ แต่ปัจจุบันเหลืออยู่แค่ประมาณ 400 ไร่เท่านั้น พื้นดินซึ่งเคยเป็นที่ตั้งบ้านเรือนถูกกัดเซาะหายไปเป็นกิโลเมตร ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่แค่เพียงการสูญเสียแผ่นดิน แต่ยังส่งผลกระทบถึงการลดปริมาณของสัตว์ทะเลที่เป็นแหล่งอาหารและรายได้หลักของชุมชน แม้ที่ผ่านมาจะได้รับความสนใจจากภาครัฐอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจังเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังถูกมองว่าเป็นภัยธรรมชาติที่แก้ไขยาก

แนวไม้ไผ่ชะลอคลื่น

ในที่สุดชาวบ้านจึงรวมตัวกันโดยการนำของผู้ใหญ่หมู พยายามศึกษาวิจัยด้วยตนเอง นำหลักวิชาการมาผสานกับภูมิปัญญาพื้นบ้าน จนเกิดเป็น “แนวรั้วไม้ไผ่ชะลอคลื่น” ซึ่งเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2550 ด้วยวิธีปักไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว ยาว 6 เมตร ลงในทะเลเป็นรูปสามเหลี่ยม หันด้านแหลมออกรับคลื่น ปักเป็นแนวสลับกัน 4 แถว ระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร เพื่อช่วยลดความแรงของคลื่นที่ซัดเข้าสู่ฝั่ง  ขณะเดียวกันเมื่อคลื่นม้วนตัวกลับสู่ทะเล แนวไม้ไผ่ยังช่วยดักตะกอนดินเลนเอาไว้ เพียงแค่ 2 ปีก็มีตะกอนสะสมถึง 1.5 เมตร ทำให้ชาวบ้านสามารถปลูกป่าชายเลน เช่น ต้นแสม โกงกาง ลำพู เพื่อช่วยยึดดินเลนให้งอกเป็นแผ่นดินต่อไปได้ ทั้งยังเป็นบ้านให้สัตว์ทะเลกลับมาอาศัยพักพิง ชาวบ้านจึงมีรายได้จากการทำประมงเพิ่มขึ้น


เมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 มีการก่อตั้ง “เครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน” ประกอบด้วยสมาชิกจากชุมชนชายฝั่งที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์คล้ายคลึงกัน 6 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี  ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาธรรมชาติ ปัญหานโยบายภาครัฐ และปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ ปกป้อง และจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยคำนึงถึงสิทธิชุมชนเป็นหลัก มีนายวรพล ดวงล้อมจันทร์ เป็นผู้ประสานงานเครือข่าย สำนักงานอยู่ที่ศูนย์เรียนรู้ฯ มหาชัยฝั่งตะวันออก


แวะชมการเก็บหอยลายและหอยแครง


ชาวประมงสวมหน้ากากดำน้ำที่ต่อกับเครื่องปั๊มอากาศบนเรือแบบภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ประมงพื้นบ้านที่มีวิถีชีวิตถ้อยทีถ้อยอาศัยกับธรรมชาติ
เก็บแค่พออยู่พอกิน ไม่เบียดเบียนมากเกินไป

ฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่






หลังจากสำรวจป่าชายเลน เรือก็พาคณะสื่อมวลชนบ่ายหน้าสู่ทะเลฝั่งตะวันตกเพื่อชมวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน เราได้แวะเทียบเรือปั๊มชมการเก็บหอยลายและหอยแครง ชมฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่กลางทะเลอ่าวไทยซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจ เสียแต่ว่าหอยที่เห็นตัวเล็กไปหน่อย ชาวประมงอธิบายว่าช่วงนี้ต้องรีบเก็บหอยตั้งแต่ยังเล็กก่อนที่หอยจะตายเพราะ “น็อคน้ำ” เนื่องจากน้ำเหนือที่ไหลทะลักลงทะเลเป็นปริมาณมหาศาลทำให้สัตว์ทะเลหลายชนิดปรับตัวไม่ทัน ก่อนหน้านี้มีสัตว์ทะเลล้มตายเป็นเบือแล้ว หอยตัวเล็กๆ ขายได้แค่เป็นอาหารสัตว์ แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ตายโดยไม่ได้อะไรเลย นี่คือภาวะวิกฤติอีกประการหนึ่งที่ชาวประมงอ่าวไทยจำต้องเผชิญ


โป๊ะปลาทู






เป้าหมายสุดท้ายของเราคือการแวะชมโป๊ะปลาทูที่ปากอ่าวแม่กลอง ซึ่งเป็นการทำประมงแบบภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยปักไม้ไผ่ล้อมเป็นทางบังคับให้ปลาทูว่ายผ่านเข้าไปด้านในโป๊ะ ก่อนกู้จับด้วยความละมุนละม่อม ไม่บอบช้ำ ในอดีตแม่กลองมีโป๊ะปลาทูนับร้อย แต่ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่แห่งที่ยังยืนหยัดอนุรักษ์ไว้เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของคนรุ่นหลัง เนื่องจากการทำโป๊ะต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่ผลผลิตที่ได้กลับน้อยกว่าประมงสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยให้จับปลาได้มาก แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้สูญเสียทรัพยากรมากตามไปด้วย ปลาทูแม่กลองขึ้นชื่อในเรื่องความสด มัน อร่อย โดยเฉพาะปลาทูโป๊ะยอมรับกันว่ามีรสชาติอร่อยกว่าปลาทูที่จับด้วยวิธีอื่น


ทิวทัศน์เมื่อเรือใกล้ถึงฝั่งเพชรบุรี

หาดเจ้าสำราญยามเย็น

หาดเจ้าสำราญยามเช้า

วิถีชีวิตเรียบง่ายสงบงามของชาวประมงพื้นบ้าน



ผักบุ้งทะเลแย้มบานรับแสงแดดยามเช้าหน้าหาด


เมื่อเสร็จสิ้นการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของอ่าวไทย คณะสื่อมวลชนก็มุ่งหน้าสู่หาดเจ้าสำราญ เพชรบุรี เพื่อเข้าที่พักรับรองก่อนเริ่มงานใหม่ในวันรุ่งขึ้น คือการล้อมวงเสวนาเกี่ยวกับบทบาทของรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์อ่าวไทย โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้แก่ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และนายวรพล ดวงล้อมจันทร์ สำหรับประเด็นที่สื่อมวลชนพุ่งเป้าความสนใจมากที่สุดคือโครงการถมทะเลอ่าวไทยซึ่งเล่าลือกันมานาน แต่สุดท้ายก็ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ดร. ธรณ์มีความเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้ยาก แต่หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศ ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวไทย


ดร. ธรณ์เสวนาอย่างออกรส ช่วยให้บรรยากาศไม่เคร่งเครียดเกินไป

ผู้ใหญ่หมู และ ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี



คุยกับชาวบ้านที่ได้รับความไม่เป็นธรรมเรื่องพื้นที่ชายฝั่ง
ซึ่งเคยใช้ทำมาหากินตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย


ติดต่อเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน โทร. 08-1981-1838  email: rak_gulf@yahoo.com